gototopgototop
Homeบทความต่างๆ /  บ้านดินกับสำนึกทางวิศวกรรม
บ้านดินกับสำนึกทางวิศวกรรม
เขียนโดย วิจักขณ์ พานิช   


บ้านดิน  บ้านธรรมชาติ earth building หรือ natural building เป็นชื่อที่ใช้เรียกบ้านหรือสิ่งปลูกสร้างทั้งหลายที่ทำขึ้นมาจากดินและวัสดุธรรมชาติที่หาได้ตามชุมชน   โดยไม่ต้องซื้อหาวัสดุสวยงามราคาแพงจากห้างสรรพสินค้าในเมืองใหญ่   ไม่มีการประดับประดาด้วยสุขภัณฑ์ชั้นหรู   หรือสถาปัตยกรรมชั้นเลิศ   แต่แนวคิดเรื่องบ้านดินกลับเริ่มก่อตัวกลายเป็นกระแสทางเลือกที่เกิดขึ้น  พร้อมๆกับสำนึกในธรรมชาติ  และความอ่อนน้อมถ่อมตนที่คิดจะอยู่ร่วมกับธรรมชาติอีกครั้งของมนุษย์   แน่นอนว่ามันหาใช่รูปแบบแปลกใหม่ของการสร้างอาคาร   หาใช่รูปแบบที่สามารถจะนำไปซึ่งลู่ทางแสวงหาหรือกอบโกยทางธุรกิจ อย่างที่บางคนนึกสนใจ

แนวคิดเรื่องบ้านดินที่กำลังเป็นที่สนใจของสังคมไทยในเวลานี้   ก่อตัวขึ้นด้วยแนวความคิดที่จะทวนกระแสวัตถุนิยมอันไหลเชี่ยวย้อนกลับสู่ความเรียบง่ายของวิถีวัฒนธรรม   ความเป็นอยู่ที่เคียงคู่กับธรรมชาติและศาสนาอันลึกซึ้ง  คำว่า “บ้าน” ถูกลดทอนกลับสู่นัยยะของปัจจัยสี่ บ้านดินจึงเป็นทางเลือกซึ่งเป็นความหวังสำหรับประเทศไทยที่ประชากรส่วนใหญ่ของประเทศยังอยู่ในภาคการเกษตรที่ต้องผจญกับความทุกข์ยากจากหนี้สินที่ก่อตัวจากการกู้ยืมไปจับจ่ายใช้สอยในสิ่งที่เกินความจำเป็นว่าอาจจะเป็นจุดเริ่มต้นของสำนึกในความพอ  ความไม่ฟุ้งเฟ้อเห่อเหิมไปตามอารยธรรมฝรั่งและความมีศักดิ์ศรีในการยืนบนลำแข้ง ณ ผืนแผ่นดินที่เราดำรงอยู่อีกครั้ง

ชุมชนมั่นยืน บ้านเทพนา อ.เทพสถิตย์ จ.ชัยภูมิ   เป็นชุมชนที่ได้รับผลกระทบที่เป็นรูปธรรมจากการพัฒนากระแสหลัก  ชุมชนเดิมล่มสลายจากการก่อสร้างเขื่อน  ชาวบ้านจึงได้รวมกลุ่มในนามของ "สหกรณ์การเกษตรปฏิรูปที่ดินชุมชนมั่นยืนจำกัด" เพื่อกู้เงินนำไปซื้อที่ดินจำนวน ๑,๐๐๐ ไร่และตั้งชุมชนใหม่เพื่อการพึ่งตนเอง โดยที่ดินทั้งหมดเป็นของสหกรณ์   มีการจัดพื้นที่เพื่อการใช้ประโยชน์จากสมาชิกชุมชนมุ่งไปสู่ชุมชนแห่งการเรียนรู้ร่วมกัน   เป็นการแสวงหาทางออกเพื่อความเป็นไทจากโครงสร้างทุนนิยมและบริโภคนิยม  ในรูปแบบโครงการพระราชดำริคือ การเกษตรแบบพอเพียง  ทำการผลิตเพื่อกินเพื่ออยู่  ให้พร้อมสมบูรณ์ในปัจจัย ๔ ส่วนที่เหลือจึงค่อยขายและจำหน่ายจ่ายแจกไปยังชุมชนต่างๆ อาศัยภูมิปัญญาชาวบ้านและเทคโนโลยีที่เหมาะสมกับท้องถิ่น  ไม่ทำลายธรรมชาติและสภาพแวดล้อม  บ้านเป็นหนึ่งในปัจจัย ๔ ที่ชุมชนมั่นยืนต้องการ  ซึ่งบ้านควรกลมกลืนเกื้อกูลกับสภาพแวดล้อมและเป็นบ้านแบบพื้นบ้านใช้วัสดุจากธรรมชาติ  ลงทุนน้อย

บ้านดินเป็นภูมิปัญญาดั้งเดิมอีกทางเลือกหนึ่งที่ชุมชนมั่นยืนใช้เพื่อแสวงหาแนวทางในการพึ่งตนเอง ทางอาศรมวงศ์สนิทในมูลนิธิเสฐียรโกเศศ-นาคะประทีป  จึงได้จัดโครงการนี้ขึ้นเพื่อระดมความร่วมมือในเชิงลงแขกทำบ้านเพื่อฟื้นฟูประเพณีและฝึกทักษะการทำบ้านดินด้วยตนเอง    หลายท่านอาจจะได้ยินข่าวถึงความอัปยศอดสูของคนไทยที่มุ่งทำลายล้างกันเอง  ด้วยความขัดแย้งในเรื่องของอำนาจและผลประโยชน์   โดยเฉพาะกรณีการเผาหมู่บ้านแม่มูนมั่นยืน1 ที่ อ.โขงเจียม จ. อุบลราชธานี   ซึ่งสิ่งเหล่านั้นอาจจะเป็นตัวอย่างให้เราได้เข้าใจความกดดันและความบีบคั้นของชาวบ้านที่โดนกระแสทุนนิยมขับไล่ออกจากผืนธรรมชาติที่เขาเคยอาศัยอยู่ได้ เป็นอย่างดี

การสร้างบ้านดินใช้หลักการ Wall Bearing ตัวกำแพงเป็นส่วนรับน้ำหนักที่ถ่ายจากโครงหลังคาและน้ำหนักของตัวมันเอง  หรือจะให้เสาเป็นโครงสร้างหลักรับน้ำหนักจากโครงหลังคาโดยตรงก็ได้   ซึ่งหากจะต้องการสร้างบ้านดินให้สูงมากกว่าหนึ่งชั้น    ก็จำเป็นจะต้องมีโครงสร้างคานไม้เข้ามาผสมด้วย หลายคนอาจสงสัยว่าความคงทนของบ้านที่สร้างด้วยดินนั้นจะมีมากน้อยขนาดไหน  ซึ่งในประเทศจีนก็มีตัวอย่างของบ้านดินที่มีอายุยืนยาวหลายร้อยปี  แต่ความพิเศษของบ้านดินน่าจะอยู่ที่ต้องอาศัยความร่วมมือกันของชุมชน คล้ายกับการลงแขกเกี่ยวข้าวของชาวไทยในชนบทนั่นเอง

การเป็นอยู่อย่างพอเพียง  ไม่ได้หมายเพียงแค่ค่าของการครองชีพที่ลดลงด้วยการประกอบอาชีพการเกษตรอย่างรู้จักกำลังของตนและใช้จ่ายอย่างประหยัด  อีกทั้งรู้จักการปลูกผลิตผลทางการเกษตรอย่างหลากหลายเพื่อประโยชน์ในการดำรงชีพของครอบครัวเท่านั้น   แต่มันยังมีนัยของการเป็นอยู่ที่ยั่งยืน ตระหนักถึงอนาคตของผืนแผ่นดินที่จะส่งมอบต่อไปถึงลูกถึงหลานมองถึงประเพณีวิถีวัฒนธรรมที่จะค่อยๆสะสมความดีงาม ทับถมจนเป็นปึกแผ่นของวิถีความเป็นอยู่ที่งดงามกอบเกื้อพึ่งพากับธรรมชาติรอบ ๆชุมชน  ผูกพันและเผื่อแผ่ต่อผู้อื่นด้วยความมีน้ำใจตามแบบของชาวพุทธ   นี่เองที่ทำให้บ้านดินเปรียบเสมือนเทียนเล่มน้อยที่จะค่อยๆจุดสว่างขึ้นท่าม  กลางความยากจนและความล่มสลายของวิถีชีวิตชนบทในบ้านเรา

สิ่งที่ทำให้ผมคิดนึกที่จะเขียนบทความชิ้นนี้ขึ้นมาไม่ได้อยู่ที่ความหลงไหลใน บ้านดินมากไปกว่าการหวนคิดถึงความหมายที่แท้จริงในสิ่งที่ผมได้เคยเรียนมา …Civil Engineering หรือ ศาสตร์วิศวกรรมที่เกี่ยวข้องกับมนุษย์ เกี่ยวกับพลเมืองประชากร  จนกระทั่งเกี่ยวข้องกับการเป็นอยู่อย่างเป็นชุมชนจนถึงเมืองขนาดใหญ่ตาม ลำดับ  วิศวกรรมโยธา คือ ศาสตร์ที่เข้าไปช่วยจัดการ วางแผน ชี้นำ ดำเนินการ จนถึงเข้าไปช่วยแก้ไขปัญหาที่เกิดขึ้นจากความต้องการต่างๆที่ตามมาจากแนวคิด การอยู่ร่วมกันเป็นชุมชนเมืองขนาดใหญ่

แต่มาวันนี้   หลายคนเกิดคำถามขึ้นว่าวิถีชีวิตแบบชุมชนเมืองขนาดใหญ่นั้นเป็นวิถีชีวิตที่น่าปรารถนาของมนุษย์จริงๆน่ะหรือและการที่มนุษย์ค่อยๆพาตัวเองแยกจากธรรมชาตินั้นเป็นสิ่งที่ถูกต้องแล้วแน่ น่ะหรือ  เมืองขนาดใหญ่อย่างมหานครนิวยอร์ค กรุงลอนดอน หรือแม้แต่กรุงเทพฯ ที่ต่างก็หมักหมม ด้วยปัญหาเชิงกายภาพและสังคมอย่างแก้ไขไม่ได้   กำลังกลายเป็นคำถามต่อคนรุ่นใหม่ที่อยากจะเลือกทางที่เหมาะกับเขาที่จะได้มี ชีวิตอยู่อย่างมีคุณภาพชีวิตอย่างที่มนุษย์จริงๆควรจะเป็น

หากวันใดที่สังคมย้อนกลับไปต้องการดำรงชีวิตอยู่อย่างสอดคล้องกับธรรมชาติอีกครั้ง  เมื่อนั้นคงไม่มีตึกให้วิศวกรสร้าง ไม่มีถนนให้ขยาย ไม่มีระบบบำบัดน้ำเสีย ไม่มีมลพิษ ไม่มีโรงงานขนาดยักษ์ …. เมื่อนั้นก็อาจจะถึงเวลาที่วิศวกรจะเข้าใจถึงคุณค่าความเป็นมนุษย์ที่จะช่วยกันคิดวิถีทางที่เรากำลังจะเดินต่อไปว่าจะยังคงเลือกเส้นทางการพัฒนาแบบไม่รู้ทิศทาง หรือควรจะหันไปมองทิศทางที่เหมาะสมต่อความเป็นอยู่ที่ยั่งยืนในอนาคตบ้าง   บางทีมันอาจจะทำให้เข้าใจว่าปัญหาที่เรากำลังเผชิญอยู่  หาใช่ปัญหาเศรษฐกิจหรือปัญหาปากท้องเฉพาะหน้าไม่   แต่มันหมายความถึงทิศทางและกระบวนทัศน์ที่เราจะต้องเปลี่ยนเพื่อความดำรงอยู่มีความสุขต่อคนรุ่นเราหรือลูกหลานในวันข้างหน้า

นี่ไม่ใช่คำตอบ เป็นเพียงแค่คำถามที่ทิ้งไว้ให้ขบคิดว่า  สิ่งเหล่านี้มันคือหน้าที่ของเราหรือไม่…..หรือว่าคำว่าวิศวกรโยธาเป็นเพียงแค่ผู้สร้างตามคำสั่งจากเบื้องบนดลบันดาลอันไม่มีอะไรแตกต่างจาก กรรมกรแบกหามรายวันเลย


ตีพิมพ์ครั้งแรก มีนาคม ๒๕๔๖ ในวารสารอินทาเนีย สมาคมนิสิตเก่าคณะวิศวกรรมศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย
 

เพิ่มความคิดเห็น

Security code
Refresh เมื่ออ่านยากเกินไป

article_menu
activity_menu
forum_menu
product_menu


logo_small

arsam_nametext
คลอง 15 ถ.รังสิต-องครักษ์ ตู้ปณ.1 อ.องครักษ์ จ.นครนายก 26120
โทรศัพท์ : 037-332-296-7 โทรสาร : 037-333-184  Email : info@wongsanit-ashram.org

แผนที่

Copyright © 2012. อาศรมวงศ์สนิท.all rights reserved.