gototopgototop
Homeบทความต่างๆ /  การแพทย์แผนธิเบต
การแพทย์แผนธิเบต
เขียนโดย พรพรรณ ศรีคัฒนพรหม   

การอบรมเชิงปฏิบัติการ  “การแพทย์แผนธิเบต” ในประเทศไทย
เรียนรู้ศาสตร์การรักษาอันอ่อนโยนและเป็นระบบ

--------------------------------------------------------------------------------

การแพทย์แผนธิเบตเป็นอีกหนึ่งมรดกอันล้ำค่าในอารยธรรมพุทธศาสนานิกายมหายานของธิเบต    ซึ่งเป็นระบบที่หนุนเสริมการดูแลรักษาสุขภาวะให้แข็งแรงสมบูรณ์อย่างเป็นองค์รวม    เช่นเดียวกับระบบการแพทย์ดั้งเดิมของอินเดียและจีน การแพทย์แผนธิเบตมองเรื่องสุขภาพเป็นเรื่องของความสมดุล เงื่อนไขต่างๆ อาทิ อาหาร การดำเนินชีวิต   ฤดูกาลและสภาพจิตใจ   ล้วนสามารถรบกวนสมดุลตามธรรมชาติของร่างกายคนเราได้ทั้งสิ้น ซึ่งจะทำให้เกิดความผิดปรกติหรือโรคภัยต่างๆ ตามมา (สารจากท่านดาไล ลามะ เว็บไซต์ http://www.tibetan-medicine.org/tibetanmedicine.asp)

แท้จริงแล้ว  มีระบบการแพทย์แผนโบราณอยู่มากมาย ในแต่ละบริบททางสังคมที่แตกต่างกัน      โดยเฉพาะอย่างยิ่งในทวีปเอเชีย  แต่ทว่ามีเพียงไม่กี่ระบบที่ยังคงได้รับการยอมรับมาจนถึงปัจจุบัน     อย่างไรก็ตามการแพทย์แผนธิเบต ซึ่งเป็นหนึ่งในตำรับการรักษาโรคอันเก่าแก่ที่สุด ได้พิสูจน์คุณภาพของตัวเองไปทั่วโลกแล้ว  ผ่านองค์ความรู้ที่มีการทดลองจนเห็นผลเป็นที่ประจักษ์และสืบทอดมิติที่เป็นวิทยาศาสตร์ของปรัชญาพุทธศาสนามาหลายศตวรรษ

การแพทย์แผนธิเบตจึงเป็นทั้งวิทยาศาสตร์  ศิลปะและปรัชญา   ให้เกิดมรรควิธีแบบบูรณาการในการดูแลรักษาสุขภาพขึ้น    ที่ว่ามีความเป็นวิทยาศาสตร์นั้น  ก็เพราะหลักการได้รับพิสูจน์และยืนยันด้วยกรอบวิธีการที่เป็นระบบและสมเหตุสมผล  โดยอยู่บนฐานการทำความเข้าใจร่างกายและความสัมพันธ์ของร่างกายกับสิ่งแวดล้อม ที่ว่ามีความเป็นศิลปะก็เพราะการแพทย์แผนธิเบตอาศัยเทคนิคการวินิจฉัยโรคอย่างสร้างสรรค์  อาศัยความลุ่มลึก  ความละเอียดอ่อนและความเมตตาของแพทย์ผู้ตรวจรักษาเอง และที่ว่าการแพทย์แผนธิเบตมีความเป็นปรัชญา   ก็เนื่องมาจากมีการน้อมรับเอาหลักการสำคัญของพระพุทธศาสนา  เรื่องความไม่เห็นแก่ตัว   กฎแห่งกรรม   และจริยธรรมเข้ามาประยุกต์ใช้ด้วย

นอกจากนี้คุณลักษณะอันโดดเด่นของการแพทย์แผนธิเบตที่สะท้อนจากผู้ป่วย คือความเกื้อกูลและความอ่อนโยนในการรักษา   การแพทย์แผนธิเบตเป็นศาสตร์แห่งความเข้าใจธรรมชาติของร่างกาย  และเสนอวิธีการดูแลสุขภาพจากรากเหง้าของความผิดปกติต่างๆ  ในร่างกาย  ด้วยตนเอง  โดยไม่รอพึ่งพาแพทย์เพียงฝ่ายเดียว

เสมสิกขาลัย ในฐานะเป็นองค์กรที่มุ่งเผยแพร่กระบวนการเรียนรู้อย่างมีจิตวิญญาณ  ตลอดจนศาสตร์และกระบวนทัศน์ทางเลือกต่างๆ  กล่าวไว้ว่า “การแพทย์แผนธิเบตนั้นเป็นศาสตร์ของการดำรงชีวิต  มิใช่เพียงการรักษาโรค”  มีนักคิดหลายท่านวิพากษ์ว่า พัฒนาการของการแพทย์แผนตะวันตกถอนรากถอนโคนผู้คนจากภูมิปัญญาและความรู้ด้านการรักษาแบบดั้งเดิม ที่เหมาะสมกับธรรมชาติของร่างกาย   นอกจากนี้ยังส่งผลให้ผู้คนตกอยู่ในภาวะที่ต้องพึ่งพาผู้เชี่ยวชาญฝ่ายเดียว  แทนที่การพึ่งพาตัวเองซึ่งเป็นเจ้าของร่างกายนั้น  ด้วยตระหนักถึงจุดอ่อนของการแพทย์แผนปัจจุบัน   เสมสิกขาลัยจึงได้ริเริ่มจัดการอบรมเชิงปฏิบัติการการแพทย์แผนธิเบตขึ้น เพื่อให้บริการกับผู้ป่วยที่ผิดหวังกับการแพทย์แผนปัจจุบัน  แนะนำให้พวกเขาได้เรียนรู้วิธีการดูแลตนเอง   และเป็นเวทีการศึกษาให้กับผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรค  อาทิ แพทย์และเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ ที่ต้องการเปิดโลกทัศน์และประยุกต์ใช้มิติการรักษาโรคแผนธิเบต  เพื่อประสานกับวิธีการของตนเอง


ด้วยการประสานงานของคณะทำงานเสมสิกขาลัยทั้งในประเทศไทยและธิเบต   จึงเกิดการอบรมการแพทย์แผนธิเบตขึ้นเป็นครั้งแรกที่กรุงเทพฯ ระหว่างเดือนพฤศจิกายนถึงต้นเดือนธันวาคม ๒๕๔๘   โดยในครั้งนั้นเราได้เชิญ ดร.เปมา ดอร์จี ประธานแพทยสภากลางแห่งธิเบตมาเป็นวิทยากรท่านแรก   นอกเหนือจากการบรรยายและการฝึกปฏิบัติแล้ว    นายแพทย์ผู้นี้ยังเปิดรับตรวจสุขภาพให้กับผู้ป่วยที่สนใจ  ซึ่งได้รับการตอบรับเป็นอย่างดี

ด้วยเหตุนี้จึงมีการจัดการอบรมเป็นครั้งที่ ๒ และ ๓  ตามมาอีก  ในปี ๒๕๔๙   โดยมี ดร.ลอบซัง โซปา  ดร.นัมเกล คิวซา และดร.เปมา ยังเชนมาเป็นวิทยากรตามลำดับ   และในครั้ง ที่ ๔ ที่จัดขึ้นในปีพ.ศ. ๒๕๕๐   มี ดร.พาสซัง วังดู เป็นวิทยากร    ในระยะแรกเริ่มนั้น  การอบรมเปิดโอกาสให้บุคคลทั่วไปที่มีความสนใจเข้าร่วม   อย่างไรก็ดี กลุ่มเป้าหมายในการอบรมครั้งต่อๆมา  มีความเฉพาะเจาะจงมากขึ้น เนื่องจากเสมสิกขาลัยมีประสงค์จะจัดหลักสูตรเร่งรัดสำหรับผู้เชี่ยวชาญด้านการดูแลรักษาสุขภาพ  เพื่อส่งเสริมให้มีการกระจายความรู้อันมีค่านี้อย่างกว้างขวางในประเทศไทยต่อไป

ในอนาคตอันใกล้นี้ เสมสิกขาลัยปรารถนาจะเห็นเครือข่ายกลุ่มผู้สนใจเรียนรู้ศาสตร์แขนงนี้ (โดยเฉพาะกลุ่มผู้เชี่ยวชาญด้านการรักษาโรคของไทย) และผู้ทรงคุณวุฒิจากธิเบต เพื่อร่วมกันพัฒนาองค์ความรู้นี้ให้ลึกซึ้งยิ่งขึ้น ดร.นัมเกล คิวซา หนึ่งในวิทยาการที่ได้รับเชิญมากล่าวไว้ว่า  “การแพทย์แผนธิเบตในตัวของมันเองนั้น ยังขาดทักษะการวิเคราะห์ที่ประยุกต์ใช้ได้จริงแบบสมัยใหม่ ด้วยข้อจำกัดทางกฎหมายในประเทศธิเบตเอง   เช่น กายวิภาคศาสตร์ที่เรียนรู้ระบบร่างกายจากร่างกายของคนจริงๆ

ด้วยตระหนักถึงข้อจำกัดดังกล่าว เสมสิกขาลัยจึงเสนอทางเลือกหนึ่งที่น่าจะมีความเป็นไปได้  คือ การแลกเปลี่ยนนักศึกษาแพทย์ไปเรียนรู้มิติที่ต่างฝ่ายต่างก็ยังขาดประสิทธิภาพในการรักษา  เพื่อพัฒนาประสิทธิภาพ  ความเมตตาและความอ่อนโยนในการรักษา   ทั้งนี้ก็เพื่อรับใช้ผู้คนอย่างจริงใจ  โดยไม่มุ่งหวังผลประโยชน์ทางธุรกิจแต่เพียงอย่างเดียว

ผู้เข้าอบรม : คุณสมบัติที่จำเป็นในการเรียนรู้  “การแพทย์แผนธิเบต” ได้แก่อะไรบ้าง?
ดร.คิวซา : การเป็นคนดี   คือคุณสมบัติสำคัญที่สุดของผู้ที่ต้องการเรียนรู้ศาสตร์นี้    และนี่จึงเป็นเหตุผลว่าทำไม  “การแพทย์แผนธิเบต” ถึงได้มีเจตนาสืบทอดองค์ความรู้กันภายในวงค์ตระกูล  ซึ่งมั่นใจได้มากกว่าว่าใครมีพื้นฐานจิตใจอย่างไร     ก็เพราะว่าครูการแพทย์แผนธิเบตนั้น  เกรงว่าหากความรู้นี้ถ่ายทอดไปยังคนไม่ดีแล้ว   ศาสตร์นี้ก็จะถูกนำไปทำร้ายผู้คนที่น่าสงสารในที่สุด

 

เพิ่มความคิดเห็น

Security code
Refresh เมื่ออ่านยากเกินไป

article_menu
activity_menu
forum_menu
product_menu


logo_small

arsam_nametext
คลอง 15 ถ.รังสิต-องครักษ์ ตู้ปณ.1 อ.องครักษ์ จ.นครนายก 26120
โทรศัพท์ : 037-332-296-7 โทรสาร : 037-333-184  Email : info@wongsanit-ashram.org

แผนที่

Copyright © 2012. อาศรมวงศ์สนิท.all rights reserved.